7 พ.ย. 2566

ขั้นตอนการส่งเอกสารด่วน

ขั้นตอนการส่งเอกสารด่วน


การส่งเอกสารด่วนเป็นเรื่องสำคัญเมื่อต้องการให้เอกสารถึงปลายทางอย่างรวดเร็วและปลอดภัย. นี่คือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการส่งเอกสารด่วน:

1. บริการขนส่งด่วน (Courier Service):

  • เลือกบริการขนส่งด่วนที่มีชื่อเสียงในการส่งพัสดุแบบด่วนและมีรีวิวที่ดีจากลูกค้า.
  • ควรตรวจสอบเงื่อนไขการให้บริการ รวมถึงระยะเวลาการส่ง, การประกันการส่ง, และค่าใช้จ่าย.

2. บริการส่งเอกสารออนไลน์:

  • หากเอกสารสามารถส่งในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล, คุณสามารถส่งผ่านช่องทางอีเมล, โครงการการแชร์ไฟล์เช่น Dropbox, Google Drive, หรือ Microsoft OneDrive.
  • ในกรณีของเอกสารที่สำคัญหรือมีความลับ, ควรใช้การเข้ารหัสและตรวจสอบการยืนยันตัวตนของผู้รับเอกสาร.

3. ส่งผ่านบริการไปรษณีย์:

  • ส่งเอกสารผ่านบริการไปรษณีย์ด่วน, เช่น EMS หรือบริการส่งด่วนอื่น ๆ ที่มีในประเทศของคุณ.

4. บริการมอเตอร์ไซค์รับส่ง:

  • ในเมืองที่มีการจราจรแออัด, บริการมอเตอร์ไซค์รับส่งสามารถเป็นวิธีที่ดีในการส่งเอกสารไปยังปลายทางอย่างรวดเร็ว.

5. แอปพลิเคชันรับส่ง:

  • มีแอปพลิเคชันรับส่งที่สามารถจองบริการรับส่งเอกสารด่วนได้, จากนั้นมีพนักงานจากแอปนั้นจะมารับเอกสารที่คุณและส่งตรงไปยังปลายทาง.

เมื่อคุณเลือกวิธีการส่งเอกสาร, ควรตรวจสอบว่าบริการนั้นเสถียร, มีการรับประกัน, และสามารถติดตามสถานะของเอกสารที่ส่งได้.

ทำไมต้องเลือก TD Express ในการขนส่งเอกสาร

  1. บริษัท TD Express เปิดมานานกว่า 30 ปี มีประสบการณ์และความชำนานในการดำเนินธุรกิจแมสเซนเจอร์ มีลูกค้าใช้บริการต่อเนื่องกว่า 30 ปี
  2. ใช้บริการ TD Express ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
  3. TD Express ให้บริการแมสเซนเจอร์ครอบคลุมกรุงเทพและปริมณฑล
  4. มีทีมงาน Admin Support สำหรับดูแลและประสานงานแก้ไขปัญหาระหว่างแมสเซนเจอร์ และลูกค้าทุกราย
  5. มีทีมแมสเซนเจอร์ทดแทนงาน 100 %
  6. พนักงานแมสเซนเจอร์ของเรามีความซื่อสัตย์และไว้ใจได้เนื่องจากมีการสัมภาษณ์และตรวจประวัติอาชญากรรม 100 %

TD Express Training
มีการฝึกอบรมพนักงานใหม่ก่อนส่งไปปฏิบัติงานจริงกับลูกค้าเพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Call Center (Service Tracking)
มีทีม Call center สำหรับให้ลูกค้าติดต่อประสานงานหรือติดตามงาน ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-17.00 น

ช่องทางการติดต่อ TD Express
Email : info@tdexpress.co.th
Tel : 02-562-0218 -9
Line : https://lin.ee/AeR1sIP
ข้อมูลเพิ่มเติม :
👉 https://www.tdexpress.co.th/

#บริการขนส่งเอกสาร #แมสเซนเจอร์ส่งของ #แมสเซนเจอร์ส่งเอกสาร #รับวางบิล #รับเช็ค #บริษัทรับส่งเอกสาร #แมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสาร

16 ก.ย. 2565

ทำไม “โรงงานมาตรฐาน GMP” ถึงเป็นโรงงานที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

 


โรงงานต่างๆ ที่การันตีเรื่องความปลอดภัยในด้านการผลิต จะได้รับรอง Good manufacturing practice (GMP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญอย่างมากไม่ว่าจะอุปโภค บริโภค ในประเทศไทยจะมีมาตรฐานที่รับรองแบบ Good manufacturing practice (GMP) ในด้านมาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งชื่อว่า “โรงงานมาตรฐาน GMP” ที่ไปตามโรงงานไหนก็ตาม จะต้องมียืนยันเสมอ โดยเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการผลิตและควบคุมอย่างสม่ำเสมอตามคุณภาพ ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจากสารเคมีใดๆ ที่ไม่สามารถกำจัดได้โดยการทดสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

เป้าหมายหลักของโรงงานมาตรฐาน GMP คือการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่จำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพ ที่มีการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบจากโรงงานอุตสาหกรรม กระบวนการที่ใช้ในการผลิตได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง และการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกระบวนการต้องได้รับการประเมิน โดยสินค้ากลุ่มนี้จะได้รับรองมาตรฐาน จนนำไปสู่การออกใบอนุญาต และการรับรองในการผลิตกลุ่มสินค้าดังนี้

·        อาหารและเครื่องดื่ม : สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จำเป็นต้องมีการรับรองมาตรฐานจาก โรงงานมาตรฐาน GMP เสมอ เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ จะต้องไม่มีสารอันตรายใดๆ เลย เช่น เนื้อสัตว์ พืชผักผลไม้ แม้แต่อาหารสัตว์ จะต้องผ่าน QC จากโรงงานที่ผลิตเสมอ เพื่อมั่นใจได้ว่าผู้ที่ซื้อสินค้าไป จะไม่ได้รับอันตรายจากการกิน

·        เครื่องสำอาง : สินค้าด้านความงามและเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้า หรือผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิว จะต้องรับมาตรฐานจากโรงงานมาตรฐาน GMP ก่อนที่จะดำเนินการทำเรื่องขอ อย. เป็นรายการสุดท้าย ในประเทศไทยสามารถขอได้และต้องผ่าน QC มีการทดสอบอาการแพ้ก่อนถึงจะได้ผ่านการทดสอบในตรงนี้ได้ จนกว่าจะแน่ใจว่าสารที่ใช้เหมาะสม เช่น ไม่มีสารพาราเบน

·        ผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค : เนื่องด้วยสินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าด้านอุตสาหกรรม จะต้องมีการรัดกุมด้านความปลอดภัยในการจัดการเวชภัณฑ์ ซึ่งจะขาดมาตรฐานโรงงานมาตรฐาน GMP ไม่ได้เลย จะต้องมีการตรวจสอบทั้งมาตรฐานการผลิต การทดสอบ การจัดจำหน่าย ว่าจะต้องไม่มีสารปนเปื้อนและส่งผลต่อการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในอนาคต

·        อาหารเสริม : ในกลุ่มนี้จะคล้ายๆ กับข้อก่อนหน้า แต่จะต้องใช้ส่วนผสมที่ไม่อันตราย สามารถทานได้ทุกวัย ซึ่งต่างจากเวชภัณฑ์ที่ต้องมีการจำกัดวัยที่เหมาะสม จะต้องได้รับโรงงานมาตรฐาน GMP เช่นกัน ก่อนนำไปสู่การขอ อย.ในขั้นต่อไป

·        อุปกรณ์ทางการแพทย์ : แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ทานได้ แต่อุปกรณ์การแพทย์จะต้องเป็นเกรดที่ไม่มีสารตกค้าง หรือผู้ทำงานในสายแพทย์ พยาบาล จะใช้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิต และลดการกระจายรังสี (วัสดุบางอย่างจะมีบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับรังสีเทคนิคด้วย) จะต้องมีการรับรองโรงงานมาตรฐาน GMP ด้วยเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยและมีความสะอาดเป็นหลัก

ข้อบังคับโรงงานมาตรฐาน GMP ต้องการแนวทางคุณภาพในการผลิต ซึ่งช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถลดหรือขจัดข้อผิดพลาดต่างๆ ของการปนเปื้อนของมลพิษ การปะปนกันของสารเคมี และสภาพสินค้าเสื่อมคุณภาพได้ เพื่อป้องกันผู้บริโภคจากการซื้อสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเป็นอันตรายในระยะยาว และเป็นสิ่งที่หลายๆ โรงงานในประเทศไทยจะมีมาตรฐานของโรงงานมาตรฐาน GMP เข้ามาด้วยเสมอ โรงงานมาตรฐาน GMP เกิดขึ้นจากการออกกฎหมายเพราะโศกนาฏกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ที่ไม่ได้มาตรฐานและขาดความรับผิดชอบ ทำให้คนจำนวนมากเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือทุพพลภาพตามมา การมีมาตรฐานโรงงานมาตรฐาน GMP รับรองว่าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เราใช้นั้นปลอดภัย บริสุทธิ์ มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ

 

จะสรุปได้ว่ามาตรฐานจากรายการตรวจสอบแนวทางปฏิบัติที่ดีในการผลิตหรือโรงงานมาตรฐาน GMP เป็นเครื่องมือที่ใช้โดยผู้ผลิตเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหาร ยา การแพทย์ และเครื่องสำอางมีคุณภาพสม่ำเสมอและเป็นไปตามมาตรฐานการผลิต และช่วยรับรองการออกแบบที่เหมาะสมทั้งบรรจุภัณฑ์ การระบุสารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยจะมีการเฝ้าติดตาม ยกระดับการควบคุมกระบวนการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวก ในขณะเดียวกันก็รักษาเอกลักษณ์ ความแข็งแกร่ง และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้ดี แน่นอนว่าโรงงานมาตรฐาน GMP มีข้อดีเยอะกว่าที่คิด ช่วยให้ผู้ผลิตปรับปรุงการผลิตสินค้าของตน เมื่อปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง จะส่งเสริมความสอดคล้องในขั้นตอนและผลิตภัณฑ์ภายในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงของการเรียกคืน การปนเปื้อน และการสูญเสียผลกำไรที่ตามมา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://steelframebuilt.com/

15 ก.ค. 2558

รูปแบบการวางสินค้าและอุปกรณ์ช้ันวางสินค้า

การวางผงคลังสินค้าต้องคำนึงถึง องค์ประกอบหลายด้านองคประกอบที่สําคญที่สุดคือรูปแบบของการจดวางสินค้าและอุปกรณ์ที่ใชในการจัดเก็บ (ชั้นวางไม้) รายละเอียดต่อไปน้ีจะแสดงถึงข้อมูลเบื้องต้นของรูปแบบการวางสินคาและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บสินค้าแบบต่าง ๆ

1. Block Stacking


2. Selective Pallet Racking


3. Drive in Racking


4. Pallet flow rack


5. Mobile pallet racking






5 ปัจจัยสำคัญ ของกลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ


กลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ คือแนวทางทรงคุณค่าที่ช่วยให้ผู้บริหารการขนส่งสินค้า สามารถ ประหยัดต้นทุนและเวลา เมื่อกล่าวถึงการบริหารจัดการคลังสินค้า จะมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ผู้จัดการกองงานขนส่งสินค้าต้องคำนึงถึง ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการตระหนักว่าต้นทุนสินค้าคงคลังอาจบานปลายได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นในการจัดซื ้อวัสดุภัณฑ์ ปัจจัยอื่นๆที่มี ให้พิจารณาร่วมได้แก่ ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องสำหรับการเก็บรักษาสินค้าและพื ้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั ้งความแตกต่างของประเภท สินค้า การคำนวณปริมาณการเติมเต็มคลังสินค้าที่แม่นยำ แและการหาจุดตัดเวลาที่เหมาะสมในการสั่งสินค้ารอบใหม่ นอกจากนี ้ ก าลังคนและชั ้นเชิงที่จำเป็ นต่อกลยุทธ์สินค้าคงคลังที่ดี ควรสมดุลกับขนาดและความซับซ้อนของคลังสินค้า รวมถึงเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือต้นทุนสินค้าคงคลังที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ต่อไปนี ้คือ 5 ปัจจัยสำคัญสูงสุด ที่ผู้จัดการ ขนส่งสินค้าควรคำนึงถึงในการพัฒนาหรือหรือการฟื ้นฟูแผนการจัดการสินค้าคงคลัง


27 ก.ย. 2556

“Green Logistics” เทรนด์ หรือข้อจำกัดทางการค้า?


   ได้เริ่มมีบทบาทต่อกระบวนการค้า การขนส่ง และการส่งมอบสินค้า เป็นแนวโน้มของโลกในการให้ความสำคัญต่อการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจาก การเผาผลาญพลังงานในรูปแบบต่างๆในภาคการขนส่ง รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองและไม่ คุ้มประโยชน์ กระแสของ Green Logistics เป็นการให้ความสำคัญต่อมิติการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่จะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะโลกร้อน รวมถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ โดยที่กิจกรรมโลจิสติกส์จะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย รวบรวม จัดเก็บ กระจายสินค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการขนส่งไม่ว่าจะเป็นการใช้โหมดการขนส่งประเภทใด ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังใช้พลังงานในรูปของน้ำมันฟอสซิล ขณะที่ภาคการผลิตได้เริ่มหันกลับไปใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งได้มีการพัฒนาไปสู่พลังงานที่ได้จากแสงแดด พลังงานลม ขณะที่ภาคขนส่งยังต้องพึ่งพิงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะปล่อยของเสียกลับไปในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นอกจากนี้ กิจกรรมการเคลื่อนย้าย และการจัดเก็บสินค้าในภาคโลจิสติกส์ ยังเกี่ยวข้องกับการใช้บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกว่าร้อยละ 86-88 จะอยู่ในรูปกล่องกระดาษหรือแพคเกจจิ้งที่ทำจากกระดาษ ซึ่งวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตกระดาษก็จะเป็นการใช้เยื่อไม้ ซึ่งล้วนแต่เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติ    Green Logistics จึงมุ่งเน้นไปที่การนำวัสดุที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำไป     รีไซเคิลใหม่ และพยายามหลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ไม้พาเลทหรือแท่นรองสินค้า ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการลำเลียงสินค้า ทั้งในคลังสินค้าและการขนส่ง ส่วนใหญ่ยังทำจากวัสดุที่เป็นไม้ ถึงแม้ว่าไม้เหล่านั้นจะมาจากการทำสวนเกษตร แต่ก็ยังเป็นการรบกวนสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดสมัยใหม่กระแสของไม้พาเลทที่ทำจากพลาสติกหรือกระดาษกำลังเริ่มได้ รับความนิยม เพราะสามารถนำกลับมา Re-Use และหรือนำกลับมา Recycle ได้อีกปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ได้เริ่มมีข้อจำกัดทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับ Green Logistics โดยเริ่มออกมาเป็นมาตรการให้ผู้นำเข้ามีความเข้มงวดในการเลือกใช้ซัพพลาย เออร์ที่มีระบบ Green Logistics ซึ่งกระแสนี้จะยิ่งมาแรงเห็นได้จากมาตรการการนำเข้าสินค้าประเภท อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ จะเริ่มมีการกำหนดให้ผู้นำเข้าจะต้องมีกระบวนการในการทำลาย หรือส่งกลับคืนซาก ให้กับประเทศที่ส่งออก ซึ่งกระบวนการโลจิสติกส์ เรียกว่า “Reverse Logistics”   ซึ่งศัพท์นี้ก็มีความหมายที่กว้างกว่านี้มาก นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มมีมาตรการรังเกียจการใช้ไม้ปิดหน้าตู้คอนเทนเนอร์และหรือการ ใช้แผ่นพาเลทที่ทำจากไม้ ซึ่งถือว่าไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและอาจมีการปนเปื้อนแมลงที่ฝังอยู่ ในเนื้อไม้ ไปกระทบกับสิ่งแวดล้อมในประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย และยุโรปบางประเทศ ก็ห้ามมีการใช้วัสดุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการจัดการ Green Logistics มาเท่าที่ควร เห็นได้จากระบบการขนส่งของไทยเกือบร้อยละ 88 อยู่ในโหมดการขนส่งทางถนน ซึ่งมีการใช้น้ำมันสูงกว่าการขนส่งทางราง 3.5 เท่า และสูงกว่าการขนส่งทางน้ำถึง 7 เท่า ซึ่งการขนส่งทางรถไฟมีสัดส่วนอยู่เพียงร้อยละ 2 ซึ่งถือว่าต่ำมาก ส่งผลให้ต้นทุน         โลจิสติกส์ของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งการใช้น้ำมันในภาคการขนส่ง มีปริมาณที่สูงกว่าภาคการผลิต นอกเหนือจากการที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้า น้ำมันแล้ว ยังส่งผลต่อสภาวะมลพิษทางอากาศ ยิ่งจังหวัดใดอยู่ในพื้นที่ที่เป็น HUB ของการขนส่งและกระจายสินค้า ก็จะได้รับผลกระทบมากเป็นทวีคูณ ทั้งนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ Green Logistics จะเกี่ยวข้องกับ
1.   Eco-Drive ในการสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ของพนักงานขับรถบรรทุก เพื่อลดสภาวะการใช้น้ำมันสิ้นเปลือง และการดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ที่จะไม่ปล่อยไอเสียรบกวนสิ่งแวดล้อม
2.   Backhaul & Full Truck Load เกี่ยวข้องกับการจัดการใช้ประโยชน์จากการใช้เชื้อเพลิงให้ได้อรรถประโยชน์ สูงสุด ด้วยการลดการขนส่งเที่ยวเปล่าและการบรรทุกสินค้าให้เต็มรถ แต่ก็ต้องไม่เกินพิกัดน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด เพราะการที่รถบรรทุกน้ำหนักเกินพื้นถนนรองรับได้  ก็ถือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
3.   Eco-Packaging เป็นการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงสินค้า ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และหรือนำกลับมารีไซเคิลในกระบวนการผลิตได้ใหม่
4.   Modal Shift การปรับเปลี่ยนระบบการขนส่งไปสู่โหมดที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาครัฐที่จะต้องเร่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการขนส่ง ทางราง ทางแม่น้ำ และทางชายฝั่งทะเล
ทั้งนี้ เรื่องของ Green Logistics นอกเหนือจากภาครัฐจะต้องเร่งออกกฎเกณฑ์และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการ เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางราง ในภาคเอกชนจะเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกในการรักษาสภาวะแวดล้อม เป็นเรื่องของบรรษัทภิบาลหรือ Good Governance โดยการใช้พลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงของรถบรรทุกเป็น NGV ซึ่งอาจจะต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องหลายแสนบาท แต่ในระยะยาวก็คุ้มค่าทั้งต่อต้นทุนที่ลดลงและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม กระแสของ Green Logistics คงจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์และภาคผู้ส่งออกจะต้องให้ความสำคัญ ซึ่งในอนาคตอันใกล้หลายประเทศจะใช้เป็นข้อจำกัดในรูปแบบของ NTB หากไม่ปรับตัวก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้