16 ก.ย. 2565

ทำไม “โรงงานมาตรฐาน GMP” ถึงเป็นโรงงานที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

 


โรงงานต่างๆ ที่การันตีเรื่องความปลอดภัยในด้านการผลิต จะได้รับรอง Good manufacturing practice (GMP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญอย่างมากไม่ว่าจะอุปโภค บริโภค ในประเทศไทยจะมีมาตรฐานที่รับรองแบบ Good manufacturing practice (GMP) ในด้านมาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งชื่อว่า “โรงงานมาตรฐาน GMP” ที่ไปตามโรงงานไหนก็ตาม จะต้องมียืนยันเสมอ โดยเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการผลิตและควบคุมอย่างสม่ำเสมอตามคุณภาพ ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจากสารเคมีใดๆ ที่ไม่สามารถกำจัดได้โดยการทดสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

เป้าหมายหลักของโรงงานมาตรฐาน GMP คือการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่จำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพ ที่มีการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบจากโรงงานอุตสาหกรรม กระบวนการที่ใช้ในการผลิตได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง และการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกระบวนการต้องได้รับการประเมิน โดยสินค้ากลุ่มนี้จะได้รับรองมาตรฐาน จนนำไปสู่การออกใบอนุญาต และการรับรองในการผลิตกลุ่มสินค้าดังนี้

·        อาหารและเครื่องดื่ม : สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จำเป็นต้องมีการรับรองมาตรฐานจาก โรงงานมาตรฐาน GMP เสมอ เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ จะต้องไม่มีสารอันตรายใดๆ เลย เช่น เนื้อสัตว์ พืชผักผลไม้ แม้แต่อาหารสัตว์ จะต้องผ่าน QC จากโรงงานที่ผลิตเสมอ เพื่อมั่นใจได้ว่าผู้ที่ซื้อสินค้าไป จะไม่ได้รับอันตรายจากการกิน

·        เครื่องสำอาง : สินค้าด้านความงามและเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้า หรือผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิว จะต้องรับมาตรฐานจากโรงงานมาตรฐาน GMP ก่อนที่จะดำเนินการทำเรื่องขอ อย. เป็นรายการสุดท้าย ในประเทศไทยสามารถขอได้และต้องผ่าน QC มีการทดสอบอาการแพ้ก่อนถึงจะได้ผ่านการทดสอบในตรงนี้ได้ จนกว่าจะแน่ใจว่าสารที่ใช้เหมาะสม เช่น ไม่มีสารพาราเบน

·        ผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค : เนื่องด้วยสินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าด้านอุตสาหกรรม จะต้องมีการรัดกุมด้านความปลอดภัยในการจัดการเวชภัณฑ์ ซึ่งจะขาดมาตรฐานโรงงานมาตรฐาน GMP ไม่ได้เลย จะต้องมีการตรวจสอบทั้งมาตรฐานการผลิต การทดสอบ การจัดจำหน่าย ว่าจะต้องไม่มีสารปนเปื้อนและส่งผลต่อการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในอนาคต

·        อาหารเสริม : ในกลุ่มนี้จะคล้ายๆ กับข้อก่อนหน้า แต่จะต้องใช้ส่วนผสมที่ไม่อันตราย สามารถทานได้ทุกวัย ซึ่งต่างจากเวชภัณฑ์ที่ต้องมีการจำกัดวัยที่เหมาะสม จะต้องได้รับโรงงานมาตรฐาน GMP เช่นกัน ก่อนนำไปสู่การขอ อย.ในขั้นต่อไป

·        อุปกรณ์ทางการแพทย์ : แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ทานได้ แต่อุปกรณ์การแพทย์จะต้องเป็นเกรดที่ไม่มีสารตกค้าง หรือผู้ทำงานในสายแพทย์ พยาบาล จะใช้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิต และลดการกระจายรังสี (วัสดุบางอย่างจะมีบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับรังสีเทคนิคด้วย) จะต้องมีการรับรองโรงงานมาตรฐาน GMP ด้วยเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยและมีความสะอาดเป็นหลัก

ข้อบังคับโรงงานมาตรฐาน GMP ต้องการแนวทางคุณภาพในการผลิต ซึ่งช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถลดหรือขจัดข้อผิดพลาดต่างๆ ของการปนเปื้อนของมลพิษ การปะปนกันของสารเคมี และสภาพสินค้าเสื่อมคุณภาพได้ เพื่อป้องกันผู้บริโภคจากการซื้อสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเป็นอันตรายในระยะยาว และเป็นสิ่งที่หลายๆ โรงงานในประเทศไทยจะมีมาตรฐานของโรงงานมาตรฐาน GMP เข้ามาด้วยเสมอ โรงงานมาตรฐาน GMP เกิดขึ้นจากการออกกฎหมายเพราะโศกนาฏกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ที่ไม่ได้มาตรฐานและขาดความรับผิดชอบ ทำให้คนจำนวนมากเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือทุพพลภาพตามมา การมีมาตรฐานโรงงานมาตรฐาน GMP รับรองว่าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เราใช้นั้นปลอดภัย บริสุทธิ์ มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ

 

จะสรุปได้ว่ามาตรฐานจากรายการตรวจสอบแนวทางปฏิบัติที่ดีในการผลิตหรือโรงงานมาตรฐาน GMP เป็นเครื่องมือที่ใช้โดยผู้ผลิตเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหาร ยา การแพทย์ และเครื่องสำอางมีคุณภาพสม่ำเสมอและเป็นไปตามมาตรฐานการผลิต และช่วยรับรองการออกแบบที่เหมาะสมทั้งบรรจุภัณฑ์ การระบุสารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยจะมีการเฝ้าติดตาม ยกระดับการควบคุมกระบวนการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวก ในขณะเดียวกันก็รักษาเอกลักษณ์ ความแข็งแกร่ง และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้ดี แน่นอนว่าโรงงานมาตรฐาน GMP มีข้อดีเยอะกว่าที่คิด ช่วยให้ผู้ผลิตปรับปรุงการผลิตสินค้าของตน เมื่อปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง จะส่งเสริมความสอดคล้องในขั้นตอนและผลิตภัณฑ์ภายในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงของการเรียกคืน การปนเปื้อน และการสูญเสียผลกำไรที่ตามมา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://steelframebuilt.com/

15 ก.ค. 2558

รูปแบบการวางสินค้าและอุปกรณ์ช้ันวางสินค้า

การวางผงคลังสินค้าต้องคำนึงถึง องค์ประกอบหลายด้านองคประกอบที่สําคญที่สุดคือรูปแบบของการจดวางสินค้าและอุปกรณ์ที่ใชในการจัดเก็บ (ชั้นวางไม้) รายละเอียดต่อไปน้ีจะแสดงถึงข้อมูลเบื้องต้นของรูปแบบการวางสินคาและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บสินค้าแบบต่าง ๆ

1. Block Stacking


2. Selective Pallet Racking


3. Drive in Racking


4. Pallet flow rack


5. Mobile pallet racking






5 ปัจจัยสำคัญ ของกลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ


กลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ คือแนวทางทรงคุณค่าที่ช่วยให้ผู้บริหารการขนส่งสินค้า สามารถ ประหยัดต้นทุนและเวลา เมื่อกล่าวถึงการบริหารจัดการคลังสินค้า จะมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ผู้จัดการกองงานขนส่งสินค้าต้องคำนึงถึง ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการตระหนักว่าต้นทุนสินค้าคงคลังอาจบานปลายได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นในการจัดซื ้อวัสดุภัณฑ์ ปัจจัยอื่นๆที่มี ให้พิจารณาร่วมได้แก่ ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องสำหรับการเก็บรักษาสินค้าและพื ้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั ้งความแตกต่างของประเภท สินค้า การคำนวณปริมาณการเติมเต็มคลังสินค้าที่แม่นยำ แและการหาจุดตัดเวลาที่เหมาะสมในการสั่งสินค้ารอบใหม่ นอกจากนี ้ ก าลังคนและชั ้นเชิงที่จำเป็ นต่อกลยุทธ์สินค้าคงคลังที่ดี ควรสมดุลกับขนาดและความซับซ้อนของคลังสินค้า รวมถึงเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือต้นทุนสินค้าคงคลังที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ต่อไปนี ้คือ 5 ปัจจัยสำคัญสูงสุด ที่ผู้จัดการ ขนส่งสินค้าควรคำนึงถึงในการพัฒนาหรือหรือการฟื ้นฟูแผนการจัดการสินค้าคงคลัง


27 ก.ย. 2556

“Green Logistics” เทรนด์ หรือข้อจำกัดทางการค้า?


   ได้เริ่มมีบทบาทต่อกระบวนการค้า การขนส่ง และการส่งมอบสินค้า เป็นแนวโน้มของโลกในการให้ความสำคัญต่อการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจาก การเผาผลาญพลังงานในรูปแบบต่างๆในภาคการขนส่ง รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองและไม่ คุ้มประโยชน์ กระแสของ Green Logistics เป็นการให้ความสำคัญต่อมิติการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่จะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะโลกร้อน รวมถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ โดยที่กิจกรรมโลจิสติกส์จะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย รวบรวม จัดเก็บ กระจายสินค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการขนส่งไม่ว่าจะเป็นการใช้โหมดการขนส่งประเภทใด ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังใช้พลังงานในรูปของน้ำมันฟอสซิล ขณะที่ภาคการผลิตได้เริ่มหันกลับไปใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งได้มีการพัฒนาไปสู่พลังงานที่ได้จากแสงแดด พลังงานลม ขณะที่ภาคขนส่งยังต้องพึ่งพิงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะปล่อยของเสียกลับไปในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นอกจากนี้ กิจกรรมการเคลื่อนย้าย และการจัดเก็บสินค้าในภาคโลจิสติกส์ ยังเกี่ยวข้องกับการใช้บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกว่าร้อยละ 86-88 จะอยู่ในรูปกล่องกระดาษหรือแพคเกจจิ้งที่ทำจากกระดาษ ซึ่งวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตกระดาษก็จะเป็นการใช้เยื่อไม้ ซึ่งล้วนแต่เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติ    Green Logistics จึงมุ่งเน้นไปที่การนำวัสดุที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำไป     รีไซเคิลใหม่ และพยายามหลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ไม้พาเลทหรือแท่นรองสินค้า ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการลำเลียงสินค้า ทั้งในคลังสินค้าและการขนส่ง ส่วนใหญ่ยังทำจากวัสดุที่เป็นไม้ ถึงแม้ว่าไม้เหล่านั้นจะมาจากการทำสวนเกษตร แต่ก็ยังเป็นการรบกวนสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดสมัยใหม่กระแสของไม้พาเลทที่ทำจากพลาสติกหรือกระดาษกำลังเริ่มได้ รับความนิยม เพราะสามารถนำกลับมา Re-Use และหรือนำกลับมา Recycle ได้อีกปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ได้เริ่มมีข้อจำกัดทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับ Green Logistics โดยเริ่มออกมาเป็นมาตรการให้ผู้นำเข้ามีความเข้มงวดในการเลือกใช้ซัพพลาย เออร์ที่มีระบบ Green Logistics ซึ่งกระแสนี้จะยิ่งมาแรงเห็นได้จากมาตรการการนำเข้าสินค้าประเภท อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ จะเริ่มมีการกำหนดให้ผู้นำเข้าจะต้องมีกระบวนการในการทำลาย หรือส่งกลับคืนซาก ให้กับประเทศที่ส่งออก ซึ่งกระบวนการโลจิสติกส์ เรียกว่า “Reverse Logistics”   ซึ่งศัพท์นี้ก็มีความหมายที่กว้างกว่านี้มาก นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มมีมาตรการรังเกียจการใช้ไม้ปิดหน้าตู้คอนเทนเนอร์และหรือการ ใช้แผ่นพาเลทที่ทำจากไม้ ซึ่งถือว่าไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและอาจมีการปนเปื้อนแมลงที่ฝังอยู่ ในเนื้อไม้ ไปกระทบกับสิ่งแวดล้อมในประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย และยุโรปบางประเทศ ก็ห้ามมีการใช้วัสดุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการจัดการ Green Logistics มาเท่าที่ควร เห็นได้จากระบบการขนส่งของไทยเกือบร้อยละ 88 อยู่ในโหมดการขนส่งทางถนน ซึ่งมีการใช้น้ำมันสูงกว่าการขนส่งทางราง 3.5 เท่า และสูงกว่าการขนส่งทางน้ำถึง 7 เท่า ซึ่งการขนส่งทางรถไฟมีสัดส่วนอยู่เพียงร้อยละ 2 ซึ่งถือว่าต่ำมาก ส่งผลให้ต้นทุน         โลจิสติกส์ของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งการใช้น้ำมันในภาคการขนส่ง มีปริมาณที่สูงกว่าภาคการผลิต นอกเหนือจากการที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้า น้ำมันแล้ว ยังส่งผลต่อสภาวะมลพิษทางอากาศ ยิ่งจังหวัดใดอยู่ในพื้นที่ที่เป็น HUB ของการขนส่งและกระจายสินค้า ก็จะได้รับผลกระทบมากเป็นทวีคูณ ทั้งนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ Green Logistics จะเกี่ยวข้องกับ
1.   Eco-Drive ในการสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ของพนักงานขับรถบรรทุก เพื่อลดสภาวะการใช้น้ำมันสิ้นเปลือง และการดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ที่จะไม่ปล่อยไอเสียรบกวนสิ่งแวดล้อม
2.   Backhaul & Full Truck Load เกี่ยวข้องกับการจัดการใช้ประโยชน์จากการใช้เชื้อเพลิงให้ได้อรรถประโยชน์ สูงสุด ด้วยการลดการขนส่งเที่ยวเปล่าและการบรรทุกสินค้าให้เต็มรถ แต่ก็ต้องไม่เกินพิกัดน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด เพราะการที่รถบรรทุกน้ำหนักเกินพื้นถนนรองรับได้  ก็ถือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
3.   Eco-Packaging เป็นการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงสินค้า ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และหรือนำกลับมารีไซเคิลในกระบวนการผลิตได้ใหม่
4.   Modal Shift การปรับเปลี่ยนระบบการขนส่งไปสู่โหมดที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาครัฐที่จะต้องเร่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการขนส่ง ทางราง ทางแม่น้ำ และทางชายฝั่งทะเล
ทั้งนี้ เรื่องของ Green Logistics นอกเหนือจากภาครัฐจะต้องเร่งออกกฎเกณฑ์และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการ เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางราง ในภาคเอกชนจะเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกในการรักษาสภาวะแวดล้อม เป็นเรื่องของบรรษัทภิบาลหรือ Good Governance โดยการใช้พลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงของรถบรรทุกเป็น NGV ซึ่งอาจจะต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องหลายแสนบาท แต่ในระยะยาวก็คุ้มค่าทั้งต่อต้นทุนที่ลดลงและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม กระแสของ Green Logistics คงจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์และภาคผู้ส่งออกจะต้องให้ความสำคัญ ซึ่งในอนาคตอันใกล้หลายประเทศจะใช้เป็นข้อจำกัดในรูปแบบของ NTB หากไม่ปรับตัวก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

20 ก.ย. 2556

การจัดทำมาตรฐานอาเซียน เพื่อรองรับ AEC


ในปี 2015 ที่อาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนจะกลายเป็นเขตการผลิตเดียว ตลาดเดียว ซึ่งจะสามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี สามารถดำเนินกระบวนการผลิตที่ไหนก็ได้ สามารถใช้ทรัพยากรจากแต่ละประเทศ ทั้งวัตถุดิบ แรงงานร่วมกันในการผลิต มีมาตรฐาน และกฎระเบียบเดียวกัน
   โดยในการเตรียมความพร้อมในส่วนของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ AEC นั้น หลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนได้พยายามสร้างความตื่นตัวแก่ผู้ประกอบการเพื่อให้พร้อมรับการการแข่งขันอย่างเสรีที่จะเกิดขึ้นในปี 2015 ที่กำลังจะมาถึงไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ประกอบการจะได้รับซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างกัน, การปรับปรุงการบริหารงานภายในบริษัทเพื่อให้พร้อมกับการเข้ามาแข่งขันของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้นเพื่อมิให้เกิดการผูกขาดทางธุรกิจ, การเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารงาน และสร้างความได้เปรียบ หรือแม้กระทั่งการยกระดับการบริหารงานในด้านต่างๆ ให้มีความเป็นสากล และมีมาตรฐานซึ่งจะเป็นเสมือนกลไกในการควบคุมสินค้า และบริการภายในอาเซียน
   ดังนั้นการจัดทำมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ในระดับอาเซียนก็จะถือเป็นสิ่งสำคัญที่ จะช่วยสนับสนุนให้เปิด AEC เป็นไปอย่างมีแบบแผน และเกิดประสิทธิภาพ โดยหากคิดง่ายๆ ถ้าประเทศต่างๆ ในอาเซียนมีมาตรฐานด้านโลจิสติกส์เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เป็นมาตรฐาน มีระบบการสื่อสารและการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบเดียวกันทั้งอาเซียน รวมถึงมีกฎระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายด้านโลจิสติกส์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นกรอบการดำเนินงาน และเป็นเสมือนข้อกำหนดเบื้องต้นในการทำธุรกิจร่วมกัน และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดความยุ่งยากซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้น
   ทั้งนี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการจัดทำมาตรฐานดังกล่าว ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยส่งเสริมการค้า และการเปิด AEC ที่กำลังจะถึง ดังนั้น กพร. จึงได้มีการจัดทำโครงการยกระดับมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยสู่มาตรฐานระดับสากล ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) ได้ร่วมกับสถาบันวิทยาการ โซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้เห็นถึงความสำคัญในการจัดทำมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ จึงได้เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาของโครงการโดยเนื้อหาของโครงการนั้นจะศึกษามาตรฐานด้านโลจิสติกส์ด้านต่างๆ ของประเทศไทยใน 3 หมวดหมู่ได้แก่
      - มาตรฐานด้านอุปกรณ์โลจิสติกส์เพื่อการขนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน อาทิ มาตรฐานของบรรจุภัณฑ์ในการขนส่ง, มาตรฐานของแท่นรองรับสินค้า, มาตรฐานของตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงมาตรฐานอุปกรณ์ในการขนส่งสินค้าอันตราย
      - มาตรฐานของระบบเครื่องมือสื่อสารเพื่อการจัดการข้อมูล ได้แก่ บาร์โค้ด, มาตรฐานระบบ NSW , RFID และมาตรฐานด้านฐานข้อมูลโลจิสติกส์
      - มาตรฐานด้านกฎระเบียบ/ข้อบังคับ ในการขนส่งสินค้าข้ามแดน ซึ่งจะรวมถึงกฎระเบียบทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และ กฎหมายขนส่งต่อเนื่อง (MTO) รวมถึงกฎหมายของการขนส่งสินค้าอันตราย
   โดยจะการศึกษานั้นจะพิจารณามาตรฐานโลจิสติกส์ในส่วนของประเทศไทยทั้ง 3 ด้านโดยดูว่าประเทศไทยมีมาตรฐานในด้านใดบ้าง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลมาตรฐานโลจิสติกส์ในทั้ง 3 ด้านของประเทศในกลุ่มอาเซียน และอาเซียน+6 และเปรียบเทียบมาตรฐานทั้ง 3 ด้านของไทยกับประเทศอื่นๆ และคัดเลือกมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ของไทยที่ควรปรับปรุง และจัดทำเป็นมาตรฐานนำร่อง (Pilot Standard) ที่จะนำมาจัดทำเป็นต้นแบบเพื่อเสนอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องของไทยพิจารณากำหนดเป็นมาตรฐานของประเทศไทยต่อไป
   นอกจากนี้จะมีการจัดทำในลักษณะของฐานข้อมูลด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย (Database of International Standardization System) เพื่อให้สะดวกต่อผู้ส่งออก และนำเข้าในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการค้าการส่งออกของไทยได้
   โดยขณะนี้ สภาผู้ส่งออกฯ และสถาบันวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลมาตรฐานในส่วนของประเทศไทย และประเทศในกลุ่มอาเซียน และอาเซียน+6 ซึ่งตามกรอบระยะเวลาการดำเนินงานโครงการดังกล่าว คาดว่าโครงการฯ นี้จะแล้วเสร็จภายในเดือน เมษายน 2555 ซึ่งหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ เชื่อว่าข้อมูลต่างๆ จะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในระดับ SMEs ที่ต้องการบุกตลาดอาเซียน และอาเซียน+6 เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ผุ้ประกอบการได้มีโอกาสตั้งรับ และพร้อมรุก สำหรับการเปิดตลาด AEC ในปี 2015 ที่กำลังจะถึง ซึ่งเชื่อว่า ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้ไม่มากก็น้อย